ส่งเสริมการจ้างงานSMEs เปิดทบทวนสิทธิถึง 27 พ.ย.64

กระทรวงแรงงาน ได้ออกมาให้ข้อมูลว่าให้นายจ้าง

ที่ลงทะเบียนร่วมโครงการส่งเสริมและรักษาระดับ

การจ้างงานในธุรกิจ SMEs ระหว่างวันที่ 20 ต.ค. – 20 พ.ย. 64

ซึ่งภายหลังลงทะเบียนมีสถานประกอบการบางแห่งที่ระบบขึ้นว่า

ขาดคุณสมบัติหรือมีการเปลี่ยนเจ้าของกิจการ เนื่องจาก

เจ้าของเดิมเสียชีวิต หรือสาเหตุอื่น ๆ ก่อนวันที่ 16 ต.ค. 64 รวมทั้งกรณีอื่นๆ

ตอนนี้มีการเปิดให้ยื่นเรื่องขอทบทวนสิทธิ ตั้งแต่วันที่

21 – 27 พฤศจิกายน 2564 เป็นเวลา 7 วัน ซึ่งคุณสมบัติผู้ยื่นทบทวนสิทธิต้องเป็นนายจ้างภาคเอกชนที่อยู่ในระบบประกันสังคม (ฐานทะเบียนข้อมูลประกันสังคม มาตรา 33 สถานะ Active)

ที่มีลูกจ้างรวมทุกสาขาไม่เกิน 200 คน ณ วันที่ 16 ต.ค. 64

เพื่อตรวจสอบสถานะความเป็น SMEs หากนายจ้างยื่นเอกสารครบถ้วนภายในวันที่กำหนด เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบและอนุมัติสิทธิ์ เพื่อให้นายจ้างมีสิทธิได้รับเงินอุดหนุน ครบ 3 เดือน (พ.ย. 64 – ม.ค. 65)

สำหรับขั้นตอนการยื่นขอทบทวนสิทธิ มีดังนี้

1.นายจ้างยื่นเรื่องทบทวนสิทธิ ตั้งแต่วันนี้ – 27 พ.ย. 64 ผ่านเว็บไซต์ ส่งเสริมการจ้างงานเอสเอ็มอี.doe.go.th จากนั้นกด ทบทวนสิทธิ หรือยื่นแบบขอทบทวนสิทธิ ณ สำนักงานจัดหางาน

2.กรอกรายละเอียดต่างๆในเว็บไซต์หรือในแบบฟอร์มพร้อมแนบหลักฐานให้เรียบร้อยภายในวันที่ 27 พ.ย. 64

3.กรณีนายจ้างที่ไม่สามารถจัดส่งเอกสารได้ตั้งแต่ 21  – 27 พ.ย. 64 ให้ลงทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนดก่อน แล้วจึงส่งเอกสารเพิ่มเติมให้สำนักงาน

จัดหางานพิจารณาภายในวันที่ 13 ธ.ค. 64

4.ตรวจสอบการอนุมัติ นายจ้างที่ยื่นคำขอทบทวนสิทธิภายตั้งแต่ – 27 พ.ย. 64 สามารถตรวจสอบผลการอนุมัติได้ที่เว็บไซต์ ส่งเสริมการจ้างงานเอสเอ็มอี.doe.go.th

โดยหากยื่นเอกสารครบภายในกำหนด ตรวจสอบผลการ

อนุมัติได้ในวันที่ 11 ธ.ค. 64 หากได้รับการอนุมัติจะได้รับเงิน

อุดหนุนจากรัฐ ผ่านบัญชีธนาคารนายจ้างภายในวันที่ 15 ธ.ค. 64

กรณีลงทะเบียนภายในกำหนดแต่จัดส่งเอกสารการเปลี่ยน

แปลงกิจการ ระหว่างวันที่ 28 พ.ย. – 13 ธ.ค. 64 ตรวจสอบผลการอนุมัติได้ในวันที่ 20 ธ.ค. 64 หากได้รับการอนุมัติจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ผ่านบัญชีธนาคารนายจ้างภายในวันที่ 25 ธ.ค. 64

ลงทะเบียนช่วยเหลือ SMEs รับสิทธิถึง 20 พ.ย.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ณ วันที่ 20 ตุลาคม 64

เป็นวันแรกที่เปิดให้นายจ้าง สถานประกอบการลงทะเบียนร่วมโครงการส่งเสริม

และรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SMEs ผ่านทางระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์

ส่งเสริมการจ้างงานเอสเอ็มอี โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนจนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 64

มีสถานประกอบการได้รับการอนุมัติเข้าร่วมโครงการแล้ว 5,091 ราย

จำนวนลูกจ้างคนไทยที่ได้รับสิทธิ 123,847 คน ส่วนใหญ่เป็นกิจการในพื้นที่กรุงเทพมหานครถึง 2,231 ราย

จำนวนลูกจ้างคนไทยที่ได้รับสิทธิ 53,548 คน ปริมณฑล 1,101 ราย

จำนวนลูกจ้างคนไทยที่ได้รับสิทธิ 29,218 คน ภาคกลาง 687 ร าย จำนวนลูกจ้างคนไทยที่ได้รับสิทธิ 18,247 คน ภาคใต้ 454 ราย จำนวนลูกจ้างคนไทยที่ได้รับสิทธิ์ 8,799 คน ภาคเหนือ 365 ราย

จำนวนลูกจ้างคนไทยที่ได้รับสิทธิ 6,975 คน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 253 ราย จำนวนลูกจ้างคนไทยที่ได้รับสิทธิ 7,060 คน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน บอกว่า ในช่วงที่ผ่านมา

ทำให้สถานประกอบการจำนวนหนึ่งประสบปัญหาจนต้องหยุดกิจการชั่วคราว บางแห่งมีการลดการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีจำนวนมากที่พยายามพยุงกิจการไปพร้อมกับรักษาระดับการจ้างงานไว้อย่างสุดกำลัง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน เห็นถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องมีนโยบายรักษาระดับการจ้างงานและส่งเสริมการจ้างงานใหม่ โดยอุดหนุนค่าจ้าง 3,000 บาท ต่อลูกจ้างสัญชาติไทย 1 คนต่อเดือน

เป็นระยะเวลา 3 เดือน ในเดือนพฤศจิกายน 64 -มกราคม 65 เพื่อ

ให้สถานประกอบการขนาดเล็ก-กลางเกิดสภาพคล่อง

สามารถฟื้นฟูกิจการสร้างความแข็งแรงในธุรกิจ พร้อมรับการเปิดประเทศ โดยยังเป็นการตอบแทนธุรกิจในกลุ่ม SMEs

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า สำหรับสถานประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องเป็นนายจ้างภาคเอกชน ที่อยู่ในระบบประกันสังคม

มีลูกจ้างรวมทุกสาขาไม่เกิน 200 คน ณ วันที่ 16 ตุลาคม 64

โดยที่นายจ้างจะต้องรักษาระดับการจ้างงานไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ในระหว่างเข้าร่วมโครงการฯ หากไม่สามารถรักษาระดับการจ้างงานให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนในเดือนนั้น

และกรณีนายจ้างมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นจากยอดการจ้างงาน ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มตามจำนวนการจ้างงานจริงไม่เกินร้อยละ 5  ซึ่งนายจ้างจะต้อง

จ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัด โดยตามประกาศ

คณะกรรมการค่าจ้างฯ โดยหลักเกณฑ์สำคัญอีกประการที่นายจ้างสถานประกอบการจะได้รับการอนุมัติร่วมโครงการ คือนายจ้างจะต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมผ่านช่องทาง e-service (e-payment)

ของสำนักงานประกันสังคม ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป จึงจะได้รับเงินอุดหนุนจากโครงการฯ

เอกสารที่ต้องใช้ ประกอบด้วย

– สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร

-กรณีมอบอำนาจแนบหนังสือมอบอำนาจ/สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ เจ้าหน้าที่จะแจ้งผลการอนุมัติเข้าร่วมโครงการที่เว็บไซต์ดังกล่าวภายใน 5 วันทำการนับจากวันที่ลงทะเบียน

หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2

กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694

อนุมัติแล้ว ช่วยเหลือค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย
รับสิทธิ์ลดค่าใช้ไฟฟ้า 315 บาท 1 ปีเต็ม
(ตุลาคม 64 ถึง กันยายน 65)
ให้ 1 สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ/1 ครอบครัว

มาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามนโยบายของรัฐบาล เป็นมาตรการเพิ่มเติมจากนโยบายเดิมให้ความช่วยเหลือสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเริ่มมีมาตรการตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน โดยล่าสุด ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 ได้ขยายระยะเวลาเพิ่มเติมอีก 1 ปี คือ ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าประจำเดือนตุลาคม 2564 ถึงกันยายน 2565 นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มจำนวนเงินช่วยเหลือค่าไฟฟ้าจากเดิมรายละ 230 บาทต่อเดือน เป็น 315 บาทต่อเดือน โดยผู้มีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือยังต้องชำระค่าไฟฟ้าปกติ

สำหรับรายละเอียดขั้นตอนการรับสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังคงรูปแบบเดิม คือ ในกรณีที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ยังไม่เคยลงทะเบียนรับสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน ให้ลงทะเบียนตามช่องทางของหน่วยงานการไฟฟ้าที่ดูแลในพื้นที่ของท่าน เช่น หากเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี หรือสมุทรปราการ สามารถลงทะเบียนผ่าน MEA ได้ที่ http://meagate1.mea.or.th/welfareregis แต่สำหรับผู้ที่เคยลงทะเบียนช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใหม่ ขั้นตอนต่อมา เมื่อ MEA แจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนแล้ว ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าชำระค่าไฟฟ้าตามปกติ หลังจากนั้น MEA จะส่งข้อมูลการชำระค่าไฟฟ้าให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ใช้ไฟฟ้าซึ่งหากข้อมูลถูกต้องกรมบัญชีกลางจะโอนเงินช่วยเหลือค่าไฟฟ้าคืนเข้ามาในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามจำนวนค่าไฟฟ้าที่ใช้จริง แต่ไม่เกิน 315 บาท ให้กับผู้ได้รับสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1.1 ที่มีขนาดเครื่องวัดฯ ขนาด 5(15) แอมแปร์ เมื่อใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วย/เดือน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน จะได้รับสิทธิ์ค่าไฟฟ้าฟรีตามมาตรการในปัจจุบันแทนสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงผู้ที่แม้จะมีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือค่าไฟฟ้าจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่หากใช้ไฟฟ้าเกิน 315 บาทต่อเดือน ก็จะไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือในเดือนนั้น ๆ เช่นกัน

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์ข้อมูลการใช้งานสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร 02-109-2345 หรือสอบถามข้อมูลค่าไฟฟ้าได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ MEA ได้แก่ Facebook : การไฟฟ้านครหลวง MEA, Line: @meathailand, Twitter: @mea_news, และ MEA Call Center โทร 1130 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

#ชี้แจง
#ค่าไฟ
#มติครม
#ช่วยเหลือค่าไฟฟ้า
#บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
#COVID19
#MEASMARTSERVICE
#พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.